4

FF Tokyo Ghoul [Me : Monster] Yaoi Warning

[Me : Monster]

Fan Fiction Tokyo Ghoul 
Spoiled Alert – Yaoi Warning
Paring : Hide x Kaneki (?)

 

เพื่อนคนสำคัญของผม

แม้ทั้งโลกจะตราหน้าว่าผมเป็นสัตว์ประหลาด

แม้ผมจะแปดเปื้อนแค่ไหน

แต่ได้โปรด…ได้โปรดจดจำผมในฐานะมนุษย์ไว้

เป็นเพื่อนกันตลอดไป

แค่นั้นก็พอแล้ว

 

 

บนทางเชื่อมระหว่างอาคารเรียน ผมเดินตามหลังฮิเดะ สายตาหยุดอยู่ตรงแผ่นหลังที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก  พลางคิดว่าตลอดมา ไม่ว่ามันจะเป็นความต้องการของฮิเดะ หรือความเคยชินของผมก็ตาม เขามักจะเดินนำหน้าผมเสมอ คอยจัดการเรื่องต่างๆ แทนผมที่ไม่ถนัดการเข้าหาผู้คน

 

ต่างผมจากผมที่เก็บตัวเงียบ ฮิเดะเป็นศูนย์กลางของทุกคน

 

สำหรับผม เขาจึงเหมือนแสงสว่าง

 

ยิ่งในตอนที่ตัวผมกลายเป็นสัตว์ประหลาด เขาเป็นเพียงแสงเดียวบนทางที่มืดมิดนี้ เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมพยายามจะแสดงเป็นมนุษย์ เพื่อที่จะเป็นเพื่อนกับเขาต่อไป

 

“คาเนกิ นายโอเคใช่ไหม”

 

เสียงฮิเดะดังอยู่ข้างหู พอผมเงยหน้าก็พบว่าเขายืนอยู่ใกล้เสียผมเผลอผงะถอยหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

“อะ โอเค…” ผมตอบตะกุกตะกัก หลบตามองข้างทาง “ฉันสบายดี”

 

ฮิเดะเลิกคิ้ว ยิ้มนิดๆ ดูไม่น่าไว้ใจ “หืม งั้นเมื่อกี้นายตกลงไปนัดบอร์ดกับฉันแล้วสินะ”

 

“เดี๋ยวนะ นัดบอร์ดงั้นเหรอ ฮิเดะ…” ผมสะล่ำสำลัก โบกมือปฏิเสธไปมา นึกโทษตัวเองที่เอาแต่ฟุ้งซ่านจนไม่ฟังที่ฮิเดะพูด “นายก็รู้ว่าฉันไม่ถูกกับคนเยอะๆ ไปแล้วงานจะกร่อยเอานะ อีกอย่าง ฉัน…ฉันอยากให้นายสนุกมากกว่ามาคอยชวนฉันคุยด้วย…”

 

ผมอ้อมแอ้มตอบ พลางคิดถึงนัดบอร์ดครั้งล่าสุดที่ไปกับฮิเดะ ผมที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองเครื่องดื่มมึนเมาในมือดูแปลกแยก เพลงใหม่ๆ ก็ไม่รู้จัก ใครชวนคุยก็ทำได้แค่ตอบคำหนึ่งแล้วเงียบ ทุกคนถอยห่างจากผม เดือดร้อนฮิเดะต้องคอยชวนให้ผมมีส่วนรวมในบทสนทนาด้วยการดึงเรื่องนวนิยายที่ผมชอบขึ้นมาเป็นหัวข้อ

 

พอเป็นอย่างนั้น…ก็กลายเป็นว่าผมกับฮิเดะคุยกันอยู่สองคน แถมโดนพวกผู้หญิงมองด้วยสายตาแปลกๆ อีกต่างหาก พอถามฮิเดะ เขาก็ยิ้มแหยๆ บอกปัดว่าไม่มีอะไรหรอก

 

สุดท้ายคืนนั้น แทนที่ฮิเดะจะได้ไปต่อกับสาวน่ารักที่เจ้าตัวหมายตา กลายเป็นว่าเขาได้เดินมาส่งผมแทน

 

“เหม่ออีกแล้วนะ”

 

ฮิเดะดันหน้าผากผมเบาๆ

 

ผมลูบหน้าผากพลางขมวดคิ้ว “ฉันจริงจังนะ เรื่องนัดบอร์ดน่ะ”

 

“ครับๆ” ฮิเดะยกมือยอมแพ้ “ฉันล้อเล่นน่า รู้หรอกว่านายไม่ชอบ แค่อยากแกล้งเท่านั้นเอง ยิ่งช่วงนี้…นายก็รู้นี่ พวกผีดิบอาละวาดไปทั่ว ทั้งนักชิม ทั้งกระต่าย ฉันไม่เอานายมาเสี่ยงอันตรายหรอก”

 

ฮิเดะยิ้มกว้างตาปิด เจิดจ้าจนผมไม่อาจมองได้ตรงๆ

 

“ก็นายเป็นเพื่อนคนสำคัญของฉันนี่”

 

หัวใจปวดหนึบ

 

“นี่ ฮิเดะ…”

 

รอยยิ้มสดใสจางลงเหลือแค่รอยยิ้มบาง ดวงตาสีอ่อนราบเรียบ อ่านยาก คล้ายมองทุกสิ่งทะลุปรุโปร่ง

 

ผิดกับภาพลักษณ์ติดขี้เล่นค่อนไปทางไม่เอาอ่าว ฮิเดะรู้ว่าเวลาไหนควรจะเป็นผู้ฟัง และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย หลายครั้งที่เขาไม่ได้เป็นศูนย์กลางของบทสนทนา เขาจะคอยกวาดสายตาสังเกตทีท่าของผู้คน รับฟังทุกคำพูดอย่างตั้งใจ ผมหมายถึงว่าเขาตั้งใจฟังจริงๆ ไม่ใช่แกล้งทำเป็นตั้งใจ นั่นทำให้ทุกคนชอบฮิเดะ

 

นอกเหนือจากความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ฮิเดะยังมีสัมผัสไวอย่างร้ายกาจ และละเอียดอ่อนจนไม่น่าเชื่อ

 

รุ่นพี่นิชิกิเคยเตือน ว่าฮิเดะอันตราย ไม่ช้าก็เร็วต้องระแคะระคายเรื่องตัวตนของผมแน่

 

 

ไม่ช้าก็เร็ว

 

ผมเห็นเงาตัวเองสะท้อนบนดวงตาสีอ่อน

 

หรืออาจจะรู้สึกแล้ว

 

“มีอะไรเหรอ คาเนกิ”

 

“ถ้าฉัน…” ผมก้มหน้าก้มตาพึมพำ ทำไมกันนะ ทำไมถึงรู้สึกว่าลิ้นมันบวมหนักคับปาก น้ำลายก็เหนียวหนืด คอเองก็แห้งผากคล้ายมีรสสนิมคาวฉาบไว้ “ถ้าฉันเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปในทางที่แย่ แย่เอามากๆ นายจะยังเป็นเพื่อนฉันอยู่ไหม”

 

ผมรู้ว่าฮิเดะต้องตอบว่าเป็น แต่ใจยังหวังถึงคำพูดอื่นที่พอจะเป็นหลักยึดให้ผมอยู่ในสังคมมนุษย์ต่อ

 

“เป็นสิ” คำตอบเป็นไปตามคาด “ไม่ว่านายจะเปลี่ยนไปยังไง นายก็เป็นเพื่อนฉัน แต่ว่านะ…”

 

ผมกลั้นหายใจตามคำพูดที่เว้นช่วง เอาแต่จ้องร้องเท้าผ้าใบของฮิเดะที่เดินเข้ามาใกล้

 

“ถ้านายเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายถึงขั้นจะทำลายตัวเองแล้วละก็ ด้วยสองมือของฉัน ฉันคงต้องทำลายนาย ก่อนที่นายจะทำลายตัวเองหรือคนอื่น นั้นเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดี ว่างั้นไหม”

 

ฮิเดะจับแก้มผม

 

มือของเขาเย็นและชื้นเหงื่อ

 

“นายมีอะไรในใจ คาเนกิ” ฮิเดะกระซิบ “แต่นายไม่จำเป็นต้องบอกฉัน แบบนั้นจะดีกว่า”

 

ผมไม่กล้าเงยหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเกินไป

 

“แบบนั้นฉันจะได้อยู่ข้างๆ นายอย่างนี้”

 

พอถูกจับให้เงยหน้า ผมก็หลับตาลง ด้วยกลัวเกินกว่าจะเห็นสีหน้าของฮิเดะในตอนนี้

 

“และจดจำนายที่ยังไม่เปลี่ยนไป”

 

เสียงฮิเดะเบามาก และแฝงความปวดร้าวไว้ตรงไหนสักแห่ง

 

หรืออาจจะเป็น…ความปวดร้าวในใจผมเองก็ได้

 

1

[Free paper] Anthology Project : Destiny [Yaoi]

[Free paper] Anthology Project : Destiny

 

ความบังเอิญจะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว

ถ้าเกิดขึ้นสองครั้ง มันคือโชคดีหรือโชคร้าย แล้วแต่สถานการณ์

ในกรณีของครั้งที่สาม มันจะไม่ใช่ความบังเอิญหรือโชค

แต่เป็นความจงใจ หรืออาจเป็นสิ่งที่เรียกว่าพรหมลิขิตก็ได้

 

 

 

“พรหมลิขิต…?” ผมเท้าคางทวนกับตัวเอง อดโยงถึงเรื่องของผมกับจินไม่ได้ ครั้งแรก พวกเรารู้จักกันในเกม ก่อนจะห่างกันไปโดยทิ้งความรู้สึกดีๆ เอาไว้ ต่างจากครั้งที่สอง พวกเราพบกันอีกครั้งในเกมใหม่ สานต่อความสัมพันธ์ในฐานผู้เล่นที่เข้าขากันเป็นอย่างดี กระทั่งมันพัฒนาเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น

 

เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกรักใครบางคนทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้า แถมอีกฝ่ายยังเป็นผู้ชายอีกต่างหาก

 

ผมตัดสินใจบอกความรู้สึกนี้กับจิน

 

จินไม่ได้ปฏิเสธ นั่นทำให้ผมคิดว่าเขาตอบตกลง

 

แต่จู่ๆ จินก็หายไปจากเกม

 

ทิ้งผมไว้โดยไม่มีคำลา

 

“โย”

 

ผมผละจากจอคอมพิวเตอร์ หันไปกอดเอวคนที่มาพร้อมกับแก้วกาแฟ สูดกลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคยและชวนผ่อนคลาย

 

“เป็นอะไรไป เหนื่อยเหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง วางมือลงบนหัวผม ลูบเบาๆ คล้ายต้องการให้กำลังใจ

 

“อือ” ผมขานรับด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

 

“ผมช่วยดูงานให้ไหม”

 

“ไม่เป็นไร แค่จินอยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”

 

และในครั้งที่สาม ผมได้พบกับเขาอีกครั้งในชีวิตจริง สำหรับครั้งนี้ ผมไม่รู้ว่าความสัมพันธ์นี้จะไปได้ไกลแค่ไหน จินจะจากผมไปอีกไหม หรือจะเป็นผมเองที่เป็นฝ่ายจากไป

 

ผมรู้ก็แค่ ตอนนี้ เวลานี้

 

เขารักผม และผมรักเขา

 

เขาคือพรหมลิขิตของผม

 

“จินเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม”

 

“…”

 

 

คุณ “เชื่อ” ในพรหมลิขิตของพวกเขาหรือเปล่า

Find Their Destiny in Comic Avenue 2

 

Talk:
โดนลากมาลงงานตอนเกือบตีหนึ่งค่ะ
/เบลอ
อันนี้เป็นแอนโธที่ทำร่วมกับอีกหลายๆ คน อืม...
คิดว่าในแอนโธฟีลคงไม่ตามนี้เป๊ะๆ หรอกค่ะ
อาจจะแค่อิงตัวละครหลัก [จิน โย]
ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ /โค้ง
0

[Intro] Project : Never let you go

Never let you go

Ebenzberinne & Mythe

 

“อย่าไป…”

 

สองแขนที่รัดแน่นรอบเอวให้ความรู้สึกเหมือนจริงเกินไปจนใจปวดหนึบ ไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสตัวของคนที่กระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือซ้ำไปมา ผมที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปนั่นได้แต่เม้มปากอย่างอดกลั้น ไม่แสดงความใจอ่อน แต่ก็ไม่ใจแข็งพอจะผลักไส และขี้ขลาดเกินกว่าจะอธิบาย

 

ผมยกมือค้างไว้ ลังเลที่จะแตะไหล่ที่ผมเคยพิงมานับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะตัดสินใจลดมือลง ทิ้งไว้ข้างลำตัว

 

ทั้งที่เราพบกันในโลกที่ทุกอย่างเป็นแค่สิ่งเสมือนจริง แต่ทำไมความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นในอกนี้กลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างและมีอิทธิพลต่อผมอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสในโลกปกติ

 

ต่อให้ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ใช่ของจริง แต่ความสัมพันธ์ของเราก็เกิดขึ้นจริง ผมหลงอยู่กับรักแท้ในโลกที่ดูราวกับความฝัน กระทั่งสถานการณ์ภายนอกไม่เป็นใจอีกต่อไป

 

สุดท้ายแล้ว ผมก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริง

 

เขาเองก็เช่นกัน เขาควรเข้าใจได้แล้วว่าพวกเราไม่ใช่เด็กที่จะติดอยู่ในโลกนี้ไปตลอด หากเขาไม่เข้มแข็งพอจะปล่อยมือ ผมก็จะเป็นฝ่ายปล่อยเอง

 

ถึงจะเป็นในเกม ทุกสิ่งที่เริ่มต้นก็ย่อมมีจุดจบ

 

ความสัมพันธ์ของพวกเราก็ไม่ต่างกัน

 

Coming soon @ Comic Avenue 2

 

Talk:
โปรโมทโปรเจคลึกลับซับซ้อนที่จะเป็นแอนโธลงงานคอมมิคอเวนิวจ้ะ
Aside
0

FILE 1 : The Maker

 

 

ผู้สร้างถือกำเนิดพร้อมจักรวาล

จักรวาลว่างเปล่าและไร้แก่นสารถูกเติมเต็มด้วยห้วงฝันแห่งผู้สร้าง

ทั้งความเคราะห์น้อยใหญ่ และสิ่งมีชีวิต ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของความฝัน

ผู้สร้างได้สร้างสรรค์สรรพสิ่งจากความฝัน และตั้งใจเป็นพิเศษการรังสรรค์ดาวสีฟ้า

ในความฝัน ผู้สร้างเห็น…สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ถือกำเนิดขึ้น ณ ดาวดวงนี้

ผู้สร้างมอบปัจจัยพื้นฐานแก่ดาวสีฟ้า มอบปาฏิหาริย์และความเป็นไปได้ไร้ที่สิ้นสุดไว้ที่นี่

แต่ก่อนจะได้สร้างมนุษย์ขึ้น ผู้สร้างได้ฝันถึงสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว

เหล่ามนุษย์ผู้มากด้วยความรู้จบลงด้วยการทำลาย

ผู้สร้างหยุดการกำเนิดของมนุษย์ไว้ ครุ่นคิดว่าดาวสีฟ้าอาจไม่ต้องการพวกเขา

แต่ผู้สร้างทุ่มเทกับผลงานนี้มากเหลือเกิน

ผู้สร้างบรรจงสร้างมนุษย์เช่นในความฝันอันสวยงาม เป็นเผ่าพันธุ์ที่เปี่ยมด้วยสีสันและเรื่องราว

หากก็ตระหนักดีว่าความรู้จะทำพามนุษย์และดาวสีฟ้าไปสู่หายนะ

เช่นนั้น ผู้สร้างจึงตัดสินใจสร้างมิติแยกขึ้นมา

มิติที่เต็มไปด้วยธรรมชาติตระการตาเช่นดาวสีฟ้า

มิติอันจะเป็นที่อยู่ของมนุษย์

เช่นนั้นแล้ว มนุษย์จะไม่ต้องพบจุดจบ และดาวสีฟ้าจะเป็นดาวที่งดงามตลอดไป

วันๆ ที่ผ่านไปช่างสวยงามและน่าเบื่อ

มนุษย์ไร้ความชั่วร้าย แต่ก็ไร้ความดีงาม ไร้เรื่องราวอย่างที่ผู้สร้างสนใจ

สุดท้าย ผู้สร้างที่เบื่อหน่ายจึงตัดสินใจฝั่งความรู้ลงดิน

รอจนมันเติบใหญ่ ผู้สร้างจึงกล่าวกับมนุษย์ว่า

ผลของต้นไม้แห่งความรู้จะมอบภูมิปัญญา แลกกับอนาคตที่อาจเป็นหายนะ

จะกัดผลไม้ต้องห้ามนั่นหรือไม่ ล้วนขึ้นกับเจ้า

แม้ไร้ความฝัน แต่โดยพื้นฐาน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากรู้อยากเห็น

มนุษย์กลุ่มแรกกัดผลแห่งความรู้

เมื่อนั้น ผู้สร้างยิ้มออกมา

มนุษย์…จะมีค่าพอสำหรับดาวสีฟ้าหรือไม่

บททดสอบเริ่มขึ้นแล้ว

 

1

[Preview] Fan-fiction : ROTG “Missing Memory”

[Preview] Fan-fiction : ROTG

“Missing Memory”

 

22 ธันวาคม, อากาศค่อนข้างเย็น

 

ใกล้วันคริสต์มาสแล้วละแจ็ค อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ พยากรณ์อากาศเองก็บอกว่าหิมะจะตกเร็วๆ นี้ ถึงตอนนั้นโซฟีคงรบเร้าให้ผมไปเล่นสงครามปาหิมะด้วยกันเหมือนปีก่อนๆ แม้เธอจะรู้ว่าพี่ชายคนนี้เกลียดหิมะ เกลียดความเย็นของมัน เกลียดสัมผัสแผ่วเบายามมันตกลงบนฝ่ามือ และเกลียด…เกลียดเวลามองหิมะ มันทำให้ผมรู้สึกแย่ อึดอัด ปวดใจอย่างบอกไม่ถูก

แต่จากที่ฟังคนอื่นเล่า เห็นได้ชัดว่าก่อนผมจะเสียความทรงจำ ผมชอบหิมะ(โซฟีใช้คำว่ารัก พี่รักหิมะ!) ซึ่งคำบอกเล่าดังกล่าวมีมูลอยู่พอสมควร ด้วยผมพบรูปตัวเองตอนอายุแปดขวบชูสองนิ้วยิ้มแฉ่งอวดฟันหลออยู่ข้างๆ รูปปั้นมนุษย์หิมะบิดๆ เบี้ยวๆ

ผมจำตัวตนนั้นได้เลือนราง แต่คิดว่าคงมีความสุขกว่าที่เป็นอยู่

คุณชื่อไหมล่ะว่าผม เจมี่ เบนเน็ตต์ ผู้ชายที่เฉยชาต่อทุกสิ่ง เคยเป็นเด็กน้อยเจมี่แสนร่าเริง

ทั้งหมดต้องโทษอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน

แจ็ค…อะไรดลใจให้ผมออกไปข้างนอกคนเดียวหลังพายุหิมะสงบ อันตรายแบบไหนที่ทำให้ผมหมดสติอยู่ข้างทะเลสาบน้ำแข็งเพียงลำพัง หัวโชกเลือดจากการกระแทกกับหิน และตื่นมาพบว่าอะไรก็ตามที่ผมไม่เข้าใจ ได้พรากความทรงจำของเด็กชายที่ชื่อเจมี่ เบนเน็ตต์ไปแล้ว

ผมตื่นขึ้นมา จำไม่ได้กระทั่งชื่อ ไม่ต้องพูดถึงความทรงจำอื่น จะครอบครัวหรือคนรู้จัก เคยชอบอะไรหรือไปที่ไหน ผมจำใครหรืออะไรไม่ได้ทั้งนั้น เหลือก็แต่ความรู้สึกเจ็บลึกในอกอย่างบอกไม่ถูกเวลาเห็นหิมะสีขาวโพลน ราวกับว่าหิมะกำลังเตือนผมถึงบางสิ่ง แต่พอพยายามนึกถึง ผมกลับนึกอะไรไม่ออก

เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายผมจึงเลือกหันหลังให้ความคลุมเครือนี้ หลีกเลี่ยงทุกอย่างที่เกี่ยวกับหิมะ อาจดูงี่เง่าและไร้เหตุผล แต่ที่สุดแล้วอารมณ์ของคนเราก็ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะใช้เหตุผลมาตัดสิน

อีกอย่างนะแจ็ค วันนี้แม่ถามผมด้วยละว่าจำญาติที่มาเยี่ยมได้ไหม ทีแรกผมตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสายตาคาดหวังนั้น ผมก็ตอบไปว่าพอจำได้

“อ้อ เหมือนผมจะนึกออกแล้วละครับ” ผมตอบพร้อมรอยยิ้ม แค่นั่นเธอก็ยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกาย ท่าทางสุขใจของเธอ ทำให้ผมไม่กล้าบอกความจริงว่าผมไม่เคยจำเรื่องก่อนหน้าอุบัติเหตุได้เลย อย่างมากก็แค่คลับคลายคลับคลาเท่านั้น

ไม่เคยชัดเจน ราวกับว่ามีบางสิ่งปิดกั้นระหว่างผมกับอดีต

กี่ครั้งแล้วที่ผมต้องแสร้งยิ้ม บอกคนอื่นว่าผมจำได้ ทั้งที่ข้างในกลวงเปล่า ไม่อาจเข้าใจแม้ตัวตน

นานแค่ไหนแล้วที่ผมเขียนบันทึกเพื่อเรียบเรียงความจำที่ไม่ปะติดปะต่อ ทั้งที่มันไม่เคยได้ผล

แจ็ค ผมตัดสินใจแล้ว ปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายที่ผมเขียนบันทึก ผมเขียนมันมาห้าปีแล้ว ผมพอแล้วกับการไขว่คว้าตัวตนในอดีต

ถึงเวลาต้องยอมรับเสียที ว่าผมไม่สามารถพาเจมี่คนเก่ากลับมาได้ และถ้าความทรงจำทั้งหมดทำให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจมี่ เบนเน็ตต์ที่ผมเคยเป็น คงไม่มีตัวตนอีกต่อไป

ส่วนผม…ก็เป็นเพียงชายที่ใช้ชื่อเจมี่ เบนเน็ตต์ และแบกรับความทรงจำที่คนอื่นมีต่อเขาไว้เท่านั้นเอง

 

J

 

1

 

เจมี่ เบนเน็ตวัยสิบเก้าวางปากกาลงข้างสมุดบันทึกที่ถูกเปิดทิ้งไว้ เขาเหม่อมองสวนหลังบ้านผ่านกระจกสีขาวขุ่นจากฝ้าน้ำแข็ง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววอ่อนล้า นึกไปถึงครั้งแรกที่เขียนบันทึก

จิตแพทย์ที่ดูแลเขาเป็นคนเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา บอกกับเขาที่ตกอยู่ในความสับสน แปลกแยก และไม่เข้าใจว่า เอาละ เจมี่ ทำไมเธอไม่ลองเขียนสิ่งที่เธอรู้สึกลงสมุดสักเล่มดูล่ะ จะเป็นสิ่งที่พอจำได้ หรือชีวิตประจำวันก็ได้ มันจะช่วยให้เธอค่อยๆ เรียบเรียงความคิดในหัวให้เข้าที่ แล้วเธอจะจำเรื่องราวเก่าๆ ได้เอง

เขารับฟังคำแนะนำของจิตแพทย์ หาสมุดมาเล่มหนึ่ง แล้วเริ่มเขียน

ทีแรกติดขัด แต่พอสมมุติว่าสมุดบันทึกนี้ชื่อแจ็ค และเขียนบันทึกเหมือนเล่าชีวิตประจำวันให้แจ็คฟังเขาก็เขียนได้มากขึ้น มันช่วยให้เขาอุ่นใจ คล้ายได้คุยกับเพื่อนคนสำคัญ แม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยให้เขาจำอะไรได้มากขึ้น กระนั้น เขาก็ยังเขียนมาเรื่อยๆ ด้วยความหวังว่าสักวัน ระหว่างที่เขียนบันทึก เขาอาจจะนึกอะไรออก

น่าเศร้าที่มันไม่เคยเกิดขึ้น

เจมี่ปิดสมุด จู่ๆ ก็สงสัยขึ้นมาว่าทำไมเขาถึงเลือกขื่อแจ็คให้กับสมุดบันทึก

ชื่อแจ็คหาได้ดาษดื่นก็จริง แต่เขาคิดว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะเวลาเขียนชื่อแจ็ค นอกจากความอบอุ่นในหัวใจ เขายังรู้สึกเศร้า…

เรื่องนี้มันกวนใจไม่แพ้กับความรู้สึกเวลาเห็นหิมะ

“ช่างมันเถอะ…” เจมี่บอกกับตัวเอง ไม่ว่าแจ็คจะเคยเป็นความทรงจำแบบไหน แต่เขาก็ตัดสินใจทิ้งมัน ทิ้งทั้งสมุดบันทึก ทั้งแจ็ค และอดีตที่จำไม่ได้

เขาจมกับอดีตมามากพอแล้ว ได้เวลาเดินหน้าสักที

“เจมี่ ได้เวลาอาหารเย็นแล้วนะ”

เจมี่ลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคุณนายเบนเน็ตต์เรียก เขาเก็บเก้าอี้ เหลียวมองโต๊ะเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย แล้วหันหลังออกไปจากห้องโดยไม่ลืมปิดสวิตซ์ไฟ แต่เลือกเปิดโคมไฟที่โต๊ะทำงานทิ้งไว้

รอจนเสียงฝีเท้าของเจ้าของห้องเงียบหายไป ก็ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มผมสีเงินยุ่งๆ ในเสื้อฮู้ดแขนยาวสีน้ำเงิน เขานั่งอยู่บนไม้เท้าที่ลอยอยู่กลางอากาศ สักพักสองเท้าเปล่าเปลือยถึงค่อยๆ แตะลงบนพื้น เขาคว้าไม้เท้ามาถือ ก้าวเร็วๆ มาหยุดตรงหน้าโต๊ะทำงานที่มีสมุดบันทึกวางทิ้งไว้

เด็กหนุ่มหยิบสมุดปกหนังมาเปิดอ่านสิ่งที่เจมี่เขียนอย่างถือวิสาสะ เขาอมยิ้มมุมปาก เกือบจะดูซุกซน แต่แววตานั้นเหงาหงอย

“อา เจ้าหนูเจมี่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ” เด็กหนุ่มฝืนหัวเราะ ถอยหลังลงไปนอนบนเตียงที่ปูด้วยผ้านวมสีน้ำเงินเข้ม สีเดียวกับเสื้อของเขา

เด็กหนุ่มเอาสมุดปิดหน้าไว้ ยกแขนข้างซ้ายทับสมุดอีกที “จะทิ้งข้างั้นหรือ” เขาพลิกไปทางขวา ดึงไม้เท้าเข้ามากอดแน่น สมุดจึงเลื่อนตก เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าอ้างว้าง

“เจมี่ เจ้ามันเด็กไม่ดี” แจ็คคว้าเอารูปเจมี่ที่วางอยู่บนหัวเตียงมาพูดใส่อารมณ์ “เจ้าทำให้แจ็ค ฟรอสต์รู้สึกแย่”

แจ็ควางกรอบรูป ทีแรกตั้งใจจะวางกระแทกเสียงดัง แต่กลับทำไม่ลง

ก็ในกรอบรูปนั่นน่ะ…เป็นรูปเจมี่สมัยเด็กที่สนุกกับการปั้นตุ๊กตาหิมะจนไม่หันมามองกล้อง ยิ่งไปกว่านั้น ถึงในภาพจะไม่มีเขาอยู่ แต่เขาก็จำได้ ว่าเขาอยู่ที่นั่นด้วย เล่นอยู่กับเจมี่ ช่วยเด็กชายปั้นตุ๊กตาหิมะ

ของสำคัญแบบนี้ เขาทำรุนแรงกับมันไม่ลงหรอก

แจ็คถอนหายใจ ลุกไปวางสมุดไว้บนโต๊ะที่มันเคยอยู่ เขาขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด พักใหญ่แล้วที่เขารับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลที่ทำให้เจมี่จำเขาไม่ได้สักที

เท่าที่อ่านบันทึกของเจมี่มาตลอดห้าปี เขาพบว่านอกจากเจมี่จะจำเรื่องของเขาไม่ได้แล้ว ทั้งที่ผ่านมานานขนาดนี้ เจ้าตัวยังจำไม่ได้แม้กระทั่งเรื่องครอบครัวหรือเพื่อนฝูงด้วยซ้ำ

“ทีแรกข้าคิดว่ามันไม่ยุติธรรมอยู่หรอก ก็เจ้าลืมข้าในขณะที่ข้าจำเจ้าได้นี่” แจ็คจับคาง เอียงคอพลางพึมพำ “แต่นี่…เจ้าจำไม่ได้แม้กระทั่งเรื่องของโซฟีด้วยซ้ำ”

ตอนนั้นเอง เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น แจ็คสะดุ้ง หันไปเห็นเจมี่เดินเข้ามาในห้อง ตรงมายังโต๊ะทำงานที่เขายืนอยู่

มือที่ยื่นมาดึงเก้าอี้ทะลุผ่านร่างแจ็คไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่แจ็คยังอดใจหายไม่ได้อยู่ดี เขาลูบอกตัวเองด้วยความรู้สึกโหวงเหวง ก่อนจะยื่นหน้าไปใกล้ชายหนุ่ม ใกล้เสียจมูกเกือบชนกัน ใกล้จนเห็นดวงตาสีน้ำตาลหลุบต่ำชัดเจน

“เกิดอะไรขึ้นในหัวเจ้ากันแน่” เขาพูดกับเจมี่ที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ นึกถึงตอนไปเยี่ยมเจมี่ที่โรงพยาบาล วินาทีที่เจมี่ลืมตา เขาดีใจจนโผเขากอดคนตรงหน้า

ทว่าร่างแขนทะลุผ่านเด็กหนุ่ม

สายตาว่างเปล่าไม่สะท้อนภาพของเขา ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่าสำหรับเด็กชายนั้น แจ็ค ฟรอสต์ไม่มีตัวอยู่อีกต่อไป

เด็กน้อยคนสำคัญสูญเสียศรัทธาในตัวเขา

วินาทีนั้น โลกทั้งใบ…โลกที่เขาเฝ้ารักษาได้พังทลายลง

มันแย่เสียจนเขาอยากให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้าย

“เจมี่…จำข้าให้ได้เถอะ” แจ็คบอกเสียงเบา ไม่รู้ว่าเขาพูดคำนี้มากี่ครั้งแล้ว แต่เขายังจะพูดต่อไป แม้จะรู้ว่าชายหนุ่มไม่มีทางได้ยิน “ข้าอยากคุยกับเจ้า มีเรื่องที่ข้ายังไม่ได้เล่าให้เจ้าฟังอีกเยอะเลยนะ แล้วก็เรื่องวันนั้น…วันคริสต์มาสเมื่อห้าปีก่อน เจ้าเรียกข้าออกไปทำไม เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยนะ เจ้า เด็ก บ้า เอ๊ย!”

 

เจมี่หยุดมือที่กำลังพลิกหน้าหนังสือ เขาหันซ้ายทีขวาที และต้องแปลกใจเมื่อพบว่าตนเองผิดหวังแค่ไหนที่ไม่พบที่มาของเสียงคุ้นหู ที่กำลังเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เศร้าเอามากๆ

สาเหตุความผิดหวังอาจเป็นเพราะ ในความฝันที่ปกคลุมด้วยหมอก เจมี่ได้ยินเสียงนี้เรียกชื่อตนบ่อยครั้ง พอรู้ตัวอีกทีก็วิ่งตามหาที่มาของเสียงท่ามกลางหมอกหนาทึบ มาหยุดอยู่ตรงหน้าทะเลสาบเล็กๆ ที่กลายเป็นน้ำแข็ง

น้ำแข็งใสแจ๋วราวกระจก สะท้อนภาพเขาในวัยเด็กที่ยิ้มกว้าง จากนั้นหมอกสีขาวขุ่นกลับกลายเป็นสีดำทมิฬ มันเข้าปกคลุมรอบตัวเด็กชายอย่างมาดร้าย บีบรัดให้เขาทุรนทุรายด้วยความทรมาน

หมอกน่ารังเกียจนั่นกัดกินเข้าไปถึงความทรงจำ

เสียงหัวเราะแหบต่ำระเบิดขึ้น

เขามักสะดุ้งตื่นตรงนี้

บางทีเขาก็รู้สึกว่าฝันมากกว่านั้น เพียงแต่เขาจำไม่ได้ ทุกอย่างมันหยุดอยู่ที่เสียงหัวเราะชั่วร้าย

เจมี่ยกมือนวดหัวคิ้ว

ผู้ป่วยที่สูญเสียความจำมีอาการอย่างเขาทุกคนหรือเปล่านะ

เขาพยายามอ่านหนังสืออ้างอิงตรงหน้าต่อ แต่ดูท่าสมองเขาจะไม่รับข้อมูลใดอีกแล้ว จึงเห็นประโยคยาวเหยียดประกอบด้วยคำยากๆ เป็นตัวอักษรยึกยือไร้ความหมาย

เจมี่ปิดโคมไฟ ในห้องจึงมีเพียงแสงจันทร์นวลตาให้ความสว่าง สว่างพอจะพาเขาเดินไปล้มตัวบนเตียงนอนที่เจือกลิ่นหอมเย็นชวนคิดถึง

เขาพลิกตัวนอนหงายพลางยกมือก่ายหน้าผาก แล้วพึมพำชื่อใครบางคนออกมา ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าถูกเจ้าของชื่อมองด้วยสายตาเหงาเศร้า ฝ่ามือขาวจัดอยู่ห่างจากแก้มเขาเพียงแค่กระดาษคั่น ไม่อาจสัมผัส เพราะว่าไม่มีตัวตนในสายตาเด็กน้อย

“ฝันดี เจมี่” แจ็คกระโดดถอยหลังออกมา เท้าลอยอยู่เหนือพื้นประมาณคืบหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าใสสั่นระริก “ข้าจะรอปาฏิหาริย์จนสิ้นปีเลยละ แม้ว่ามันจะริบหรี่เอามากๆ ก็เถอะ”

แจ็คใช้นิ้วเขี่ยกระจก เกิดเป็นน้ำค้างแข็ง ล้อกับแสงจันทร์เป็นประกายแวววาว เจ้าตัวยิ้มอย่างพอใจกับของขวัญคริสต์มาสล่วงหน้า ก่อนจะล้วงกระเป๋าเสื้อ คว้าเอาลูกแก้วหิมะที่แอบขโมยมาจากนอร์ธปาลงพื้น

“ขั้วโลกเหนือ”

เด็กหนุ่มบอกปลายทาง ก่อนจะกระโดดหายเข้าไปในหลุมมิติหลากสี ทิ้งไว้เพียงเจมี่ เบนเน็ตต์ที่เริ่มหายใจแรงขึ้น สีหน้าผ่อนคลายในทีแรกเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน

“ไม่เอา…” เจมี่ครางเสียงเบา “ผมไม่…อยากลืม”

อุณหภูมิในห้องลดต่ำลง เจมี่ขดตัวเข้าหากัน เงามืดตรงมุมห้องอันเกิดจากจุดอับแสงของดวงจันทร์ค่อยๆ ขยายตัวขึ้น ก่อรูปร่างเป็นบุรุษร่างสูงสีดำทะมึนชวนหวาดหวั่น

“เจ้าจะไม่มีวันจำแจ็ค ฟรอสต์ได้” บุรุษสีดำหัวเราะเสียงต่ำ ขณะก้าวเข้ามายืนตรงหัวเตียง วางมือสองข้างอยู่เหนือตัวเจมี่ นิ้วยาวขยับคล้ายกำลังเชิดตุ๊กตา “ตราบเท่าที่เจ้ายังมีความกลัว เด็กน้อย…”

 

TBC…

 

Talk:
Missing Memory เป็นส่วนหนึ่งของ Anthology [How to train the Frozen Guardians]
ที่จะวางขายในงาน Movie Carnival ค่ะ <3
0

[FANFICTION : SNK] For you…in 2,000 years

For you…in 2,000 years

 

แด่พวกเธอในอีกสองพันปี

ฉันคนนี้มีหนึ่งเรื่องเล่าขาน

เหล่าทหารผู้พลีชีพในตำนาน

เป็นนิทานที่เคยเกิดขึ้นจริง

 

ณ เมืองหนึ่งมีกำแพงคอยปกปักษ์

จนเหล่ายักษ์ทำลายซึ่งทุกสิ่ง

สิ้นแล้วซึ่งกำแพงเคยพึ่งพิง

จำต้องทิ้งปราการด่านแรกไป

 

เสียงผู้คนร่ำร้องว่าไร้หวัง

ไร้พลังกอบกู้ถิ่นอาศัย

หนึ่งเด็กน้อยถูกยักษ์พรากครอบครัวไป

ใช้ความแค้นในใจตั้งปณิธาน

 

หากวันหนึ่งความจริงได้ปรากฏ

น่าสลดที่เด็กน้อยแสนกล้าหาญ

กลับเป็นยักษ์ที่ตนได้สาบาน

ปฏิญาณว่าจะฆ่ามันทุกตัว

 

หากตอนที่เด็กน้อยมัวทุกข์ทน

มัวสับสนเห็นแต่ทางมืดสลัว

ได้มีเสียงถามเด็กน้อยผู้ขลาดกลัว

“แกจะสู้หรือหัวหดไปจนตาย”

 

จากเด็กน้อยได้เติบใหญ่เช่นนักล่า

ฆ่ายักษานอกกำแพงเพื่อเป้าหมาย

นำเสรีคืนกลับมาแม้ตัวตาย

แม้ชีพวายขอให้เกียรติคงสืบไป

 

นิทานนี้ไม่ปรากฏจุดจบ

ไร้คนพบตอนต่อน่าสงสัย

สุดท้ายแล้วเรื่องราวจบลงเช่นไร

ค้างคาใจมาจวบจนปัจจุบัน

 

“ทำไมนิทานถึงไม่มีตอนจบล่ะ”

เด็กน้อยที่จับกลุ่มล้อมวงรอบนักเล่านิทานหันไปพูดคุยกัน

นักเล่านิทานหนุ่มกระชับเสื้อคลุมเก่าหม่น ลายบนหลังเสื้อคลุมนั้นแปลกตา เป็นลายปีกขาวดำซ้อนทับกันคล้ายสัญลักษณ์บางอย่าง

“ท่านนักเล่านิทาน ลายปีกนั้นคืออะไร” เด็กชายผมดำยกมือถาม ชี้ไม้ชี้มือไปที่ลายปีกบนหลังเสื้อคลุมของนักเล่านิทาน เขาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาไหวระริก มือกำเสื้อคลุมแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขณะย่อตัวลงจนดวงตาประสานระดับเดียวเด็กน้อยตรงหน้า

“ปีกนี้คือคำสัญญา” เสียงทุ้มนุ่มแผ่วเบา แว่วสำเนียงอ้างว้าง เป็นจังหวะจะโค่นคล้ายเล่านิทาน ขณะลูบบนซากอิฐที่ตนนั่งอยู่ ซากอิฐที่มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘กำแพง’

“ว่าอิสรภาพจะอยู่กับมนุษยชาติ…ตลอดไป

จบแล้วนักเล่านิทานก็ขับขานกวีบทสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ทว่าแข็งกร้าวอย่างน่าประหลาด

 

ฝ่ามือที่กำประทับ ณ ดวงใจ

คือสายใยสาบานเราน้องพี่

ขอใช้เกียรติสัญญาด้วยชีวี

ด้วยปีกนี้…นำเสรีคืนกลับมา

 

0

[Guide] เอกวรรณกรรมเด็ก มศว

[Guide] เอกวรรณกรรมเด็ก มศว

 

เหมือนจะช้าไปสำหรับการเขียนแนวข้อสอบแฮะ (ยิ้มแห้งๆ)

แต่เราก็อยากเขียนไกด์ไว้ให้น้องๆ ที่จะมาสอบนะ !

สำหรับไกด์นี้ขอแบ่งเป็น 3 ช่วง คือสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ และข้อควรระวังทั่วไปค่ะ ~

 

สอบข้อเขียน

ภาคเช้า :

ภาคเช้าเราจะได้เจอกับข้อสอบภาษาอังกฤษค่ะ ปีเราเจอเป็นพาสเสจล้วนๆ ไม่มีแกรมม่า

ถามว่าดีไหม? แรกๆ ก็เหมือนจะง่ายดี แต่พอเจอเรื่องสุดท้ายนี่ตึบค่ะ มองข้อสอบแบบ นายคืออะไร ทำไมเราอ่านไม่ออก…

แต่โดยรวมข้อสอบอังกฤษมศวจะอยู่ในระดับกลางๆ นะคะ ไม่ยากไม่ง่าย เน้นทำให้ทันเวลามากกว่า ‘w’

ต่อจากภาษาอังกฤษ จะเจอข้อสอบความถนัดทางการเรียนค่ะ

ตรงส่วนนี้จะแบ่งเป็นสามส่วนหลักๆ คือพาร์ทภาษาไทย พาร์ทมิติสัมพันธ์ และพาร์ทเชอร์ล็อค โฮล์มส์ค่ะ = = (เดี๋ยวเราจะอธิบายว่าทำไมต้องโฮล์มส์)

พาร์ทภาษาไทยจะเป็นการใช้คำ การจับใจความ พาร์ทมิติสัมพันธ์จะออกแนวแบบทดสอบไอคิว

สองอันนี้เราค่อนข้างไม่มีปัญหาค่ะ ปัญหาอยู่ที่พาร์ทคุณโฮล์มส์  จะออกแนว นายบีไม่ชอบหน้านายเอ ส่วนนายเอไม่ชอบนายซี และนายซีไม่ชอบอยู่คนเดียว เพราะอย่างนั้น บีควรไปกับใคร

(ของจริงยากกว่านี้)

คือแล้วใครจะไปรู้กับเอ็งฟ่ะ คุณฝุ่นไม่ใช่เชอร์ล็อค คุณฝุ่นไม่สามารถ เลยอาศัยการอนุมานขั้นสูง(มั่วนั่นแล)ในการทำ…

ข้อแนะนำสำหรับพาร์ทนี้ กาคำตอบแรกที่หาได้ค่ะ อย่าเสียเวลาคิดข้อละสิบนาที ไม่อย่างนั้นทำไม่ทันแน่ค่ะ orz

 

ภาคบ่าย :

ภาคบ่ายจะเป็น ข้อสอบเฉพาะสาขาวรรณกรรมเด็กค่ะ

ข้อเขียนล้วนๆ เขียนมากเขียนน้อยตามสภาพ…

“มีตั้งแต่วิเคราะห์บทความ วิเคราะห์นิทาน

แก้ประโยคกำกวม ตอบชื่อหนังสือ/วรรณคดีจากตอนหนึ่งที่ให้มา

แปลกลอนจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย(จะแปลเป็นร้อยกรองหรือร้อยแก้วก็ได้)

แปลนิทานภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย

จับคู่หนังสือกับวัยคนอ่าน ทฤษฎีศิลปะเบื้องต้นวาดรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ

แต่งเรื่องสั้นตามหัวข้อพร้อมวาดรูปประกอบจากรูปทรงที่มีให้”  

สอบสัมภาษณ์

วินาทีที่มศวประกาศผลสอบ เรากำลังขี่เปะโกะเล่นอยู่ใน ROII ค่ะ

ตอนนั้นเพื่อนที่คอลคุยกันอยู่ก็พูดขึ้นมาทั้งที่สัญญาณไม่ดีว่า

เพื่อนท่านหนึ่ง : เฮ้ย แกตะ…

ฝุ่น : หือ ตะ ตาย? ตีสินะ จะให้ไปตีตัวไหนอ่ะ

เพื่อนท่านหนึ่ง : ตะ…วอ…

ฝุ่น : หา วอ? เราเล่นไนท์

เพื่อนท่านหนึ่ง : แกติดม…ศวโว้ย

เอาเป็นว่าติดค่ะ มุ่งหน้าสู่การสัมภาษณ์ !

 

วันที่ไปสอบตื่นเต้นมากเลยค่ะ ไปสอบกับเพื่อนอีกคนที่ติดสาขาเดียวกัน ตอนรอสอบสัมภาษณ์สนุกดีค่ะ พี่ๆ เฮฮา เราเลยเริ่มใจเย็นขึ้น จนกระทั่งรู้ว่าคนที่ผ่านข้อเขียนอันดับก่อนหน้าเราไม่มา

เราเลยได้สอบคนแรกค่ะ (สั่น)

เข้าไปพร้อมพอร์ตบางๆ อาจารย์เปิดผ่านๆ ปิด แล้วให้แนะนำตัว หลังจากเราแนะนำตัวก็เจอทั้งให้ฮัมเพลงที่ชอบ สวดมนต์หลังอาหาร(?) ไปจนถึงถามว่าเตรียมอะไรมาสอบบ้าง

รวมๆ สอบสัมภาษณ์จะเป็นการถามตอบธรรมดา ทั้งนี้ขึ้นกับว่าอาจารย์ที่สอบสัมภาษณ์เป็นใคร อย่างเพื่อนเราจะเจออาจารย์ไซโคมากกว่า ส่วนทางเราอาจารย์จะชวนคุย เฮฮา ไม่มีปัญหาค่ะ ~

ถ้าคะแนนสอบผ่านและอยู่ในอันดับ 20 คนแรก และไม่มีปัญหาด้านนิสัย(ไม่บ้า ไม่ก้าวร้าว)ก็จะติดสบายหายห่วงค่ะ ‘w’

 

ข้อควรระวังทั่วไป

– รักษาสุขภาพค่ะ วันสอบเราไม่สบาย เกือบได้วูบตอนออกมาจากสนามสอบค่ะ คนเยอะมาก ที่สำคัญคือเกือบอ้วกตอนทำข้อสอบ ;w;

– ควรฝากกระเป๋าไว้กับผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองเราหรือเพื่อน เพราะจุดรับฝากกระเป๋า(โคตร)วุ่นวายมากๆ

– ปีเราไม่ให้เอาเสื้อกันหนาวเข้า แถมหัวอยู่ตรงแอร์…สั่นกึกๆ สิคะ ยังดีว่าเครื่องแบบเราเป็นแขนยาว(แต่ยังหนาวขาอยู่ดี…) ดังนั้น ใครขี้หนาวใส่เสื้อไว้ข้างในอีกตัวดีกว่า

– ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะยืนรอเพื่อนหน้าประตูห้องสอบ(ประตูชาเลนเจอร์) เพราะจำนวนคนเยอะอย่างกับซอมบี้ใน WWZ แนะนำให้ไปนัดเจอกันข้างนอกดีกว่า จะได้ไม่เกะกะขวางทางคนอื่น และสะดวกกับเราด้วยค่ะ ยิ่งพักเที่ยง เค้ารีบปล่อยเราจงรีบออก ไม่อย่างนั้นจะติดอยู่ด้านใน ไม่ได้ออกกันสักที สุดท้ายกินข้าวไม่ทัน หิวตาลายขึ้นมาสมองเบลอนะเออ

– ควรเตรียมข้าวกลางวันไปเอง/ให้ผู้ปกครองซื้อไว้ให้ค่ะ เราไม่มีเวลาซื้อแน่ๆ พักแปบๆ เอง =A=

– จำวันสอบดีๆ เพราะมศวจะเปิดสอบสองวัน คือคณะสายศิลป์กับสายวิทย์ วรรณกรรมเด็กจะสอบวันที่เป็นคณะสายศิลป์ค่ะ อย่าไปผิดวันเชียว เรื่องแบบนี้มีทุกปีค่ะ ไอ้จำวันผิดแล้วอดสอบเนี้ย

– มีข้อสงสัยอื่นๆ ถามได้ฮับ ตอบได้จะพยายามตอบเน้อ ~

 

จบไกด์ ❤